ส่วนที่ 2 พระวินัยเล่ม 5 มหาวรรค ทุติยภาค
 
เครื่องหนัง
 

เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ
บทว่า กุรรฆเร ได้แก่ ในเมืองมีชื่ออย่างนั้น, โคจรตามของพระ- มหากัจจายนะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวด้วยบทว่า กุรรฆเร นั้น.
สองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต ได้แก่ ที่ภูเขาปปาต. สถานเป็นที่ อยู่ของท่าน พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวด้วยสองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต นั้น.
คำว่า โสณะ เป็นชื่อของอุบาสกนั้น. ก็และอุบาสกนั้นทรงเครื่อง ประดับหูมีราคาโกฏิหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า กุฏิกัณณะ ความว่า โกฏิกัณณะ.
บทว่า เอกเสยฺย° ได้แก่ การนอนของบุคคลผู้เดียว ความว่า พรหมจรรย์ ประกอบด้วยการเป็นที่ประกอบความเพียรเนือง ๆ.
บทว่า ปาสาทิก° ได้แก่ ให้เกิดความเลื่อมใส.
บทว่า ปสาทนีย° นี้ เป็นคำกล่าวซ้ำเนื้อความของบทว่า ปาสาทิก° นั้นแล.
บทว่า อุตฺตมทมถสมถ° ได้แก่ ความฝึกและความสงบคือปัญญาและ สมาธิอันอุดม, ความว่า ความสงบกายและสงบจิตดังนี้ ก็ได้.
บทว่า ทนฺต° มีความว่า ชื่อว่าผู้ทรมานแล้ว เพราะกิเลสเครื่องดิ้นรน ซึ่งเป็นช้าศึกทั้งปวงเป็นของเด็ดขาดไปแล้ว, อธิบายว่า ผู้สิ้นกิเลสแล้ว.
บทว่า คุตฺต° ได้แก่ ผู้คุ้มครองแล้วด้วยความป้องปก คือความ ระวัง.
บทว่า ยตินฺทฺริย° ได้แก่ ทรงชนะอินทรีย์แล้ว.
บทว่า นาค° ได้แก่ ผู้เว้นจากบาป, ความว่า ผู้ปราศจากกิเลส.
หลายบทว่า ตุณฺณ° เม วสฺสาน° อจฺจเยน มีความว่า ต่อล่วงไป สามเดือนจำเติมแต่วันบรรพชาของข้าพเจ้า.
สองบทว่า อุปสมฺปท° อลตฺถ° ความว่า ข้าพเจ้าจึงได้อุปสมบท.
บทว่า กณฺหุตฺตรา ได้แก่ มีดินดำยิ่งนัก, ความว่า มีดินดำเป็น ก้อนนูนขึ้น.
บทว่า โคกณฺฏกหตา คือ เป็นภาคพื้นที่ถูกทำให้เสียด้วยระแหง กีบโคซึ่งตั้งขึ้นจากพื้นที่ถูกกีบโคเหยียบ. ได้ยินว่า รองเท้าชั้นเดียวไม่อาจ กันระแหงกีบโคเหล่านั้นได้, พื้นแผ่นดินเป็นของแข็งขรุขระด้วยประการดังนี้.
ติณชาติมีอยู่ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ เอรคุ คือหญ้าตีนกา ๑ โมรคุ คือหญ้า หางนกยูง ๑ มัชชารุ คือหญ้าหนวดแมว ๑ ชันตุ คือหญ้าหางช้าง ๑ ชนทั้ง หลายย่อมทำเสื่อลำแพนและเสื่ออ่อนด้วยหญ้าเหล่านี้.
บรรดาติณชาติ ๔ ชนิดนั้น หญ้าเอรคุนั้น ได้แก่หญ้าทราย; หญ้าทราย นั้นเป็นของหยาบ; หญ้าโมรคุมียอดสีแดงละเอียดอ่อน มีสัมผัสสบาย; เสื่อที่ ทำด้วยหญ้าโมรคุนั้น เมื่อนอนแล้วพอลุกขึ้นเป็นของฟูขึ้นอีกได้. ชนทั้งหลาย ย่อมทำแม้ซึ่งผ้าสาฎกด้วยหญ้ามัชชารุ; หญ้าชันตุมีสีคล้ายแก้วมณี.
สองบทว่า เสนาสน° ปญฺญาเปสิ มีความว่า พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้ปูฟูกหรือเสื่อลำแพน. ก็แลครั้นปูแล้วจึงบอกแก่พระโสณะว่า ผู้มีอายุ พระ ศาสดามีพระประสงค์จะอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวกับท่าน, เสนาสนะสำหรับท่าน เราจัดไว้แล้ว ในพระคันธกุฏีนั่นเอง.
หลายบทว่า ปฏิกาตุ ต° ภิกฺขุ ธมฺโม ภาสิตุ. มีความว่าธรรมจง รับหน้าที่ต่อญาณ กล่าวคือปฏิญาณ เพื่อสวด.
บทว่า อฏฺฐกวคฺคิกาน มีความว่า พระโสณะผู้มีอายุได้สวด พระสูตร ๑๖ สูตรมีกามสูตรเป็นต้น ที่ว่าเป็นอัฏฐกวัคคิกะ เหล่านั้น.
บทว่า วิสฺสฏฺฐาย คือ มี อักขระอันสละสลวย.
บทว่า อเนลคลาย มีความว่า ความเป็นวาจาประกอบด้วยโทษ ย่อมไม่มี.
สองบาทคาถาว่า อริโ ย น รมตี ปาเป, ปาเป น รมติ สุจ มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนสะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป เพื่อ แสดงเนื้อความวิเศษว่า จริงอยู่ บุคคลใด ประกอบด้วยคุณธรรมเครื่องเป็น ผู้สะอาดทางกายวาจาและใจ, บุคคลนั้น ย่อมไม่ยินดีในบาป; เพราะฉะนั้น เฉพาะพระอริยเจ้า ชื่อว่าไม่ยินดีในบาป,
หลายบทว่า อย° ขฺวสฺส กาโล ความว่า เวลานี้แลพึงเป็นกาล.
บทว่า ปริทสฺสิ ได้แก่ สั่งมาแล้ว.
ในคำนี้ว่า อย° ขฺวสฺส กาโล. . . . ปริทสฺสิ มีคำอธิบายดังนี้ว่า อุปัชฌาย์ของเรา ให้เรารับทราบคำสั่งอันใดมาว่า เธอพึงทูลเรื่องนี้ด้วย เรื่อง นี้ด้วย, เวลานี้ พึงเป็นกาลแห่งคำสั่งนั้น, เอาเถิด เราจะทูลคำสั่งนั้นเดี๋ยวนี้.
บทว่า วินยธรปญฺจเมน คือมีอาจารย์ผู้สวดประกาศเป็นที่ ๕.
วินิจฉัยในข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชน- ปเทสุ คณงฺคณุปาหน° นี้ พึงทราบดังนี้:-
รองเท้าที่ทำด้วยหนังชนิดใดชนิดหนึ่ง เว้นหนังมนุษย์เสีย ย่อมควร แม้ในถุงรองเท้า ฝักมีดและฝักกุญแจ ก็นัยนี้แล.

ว่าด้วยหนัง
ก็แลวินิจฉัยในคำว่า จมฺมานิ อตฺถรณานิ นี้ พึงทราบดังนี้:-
ภิกษุจะปูหนังแกะและหนังแพะอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนอนหรือนั่ง ก็ควร.
วินิจฉัยในหนังมฤค พึงทราบดังนี้:-
หนังแห่งมฤคชาติ คือเนื้อทราย เนื้อสมัน เนื้อฟาน กวาง เนื้อถึก ละมั่งเหล่านี้ เท่านั้นควร. ส่วนหนังแห่งสัตว์เหล่าอื่นไม่ควร.
ลิง ค่าง นางเห็น ชะมด และสัตว์ร้ายเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี, หนังของสัตว์เหล่านั้นไม่ควร.
ในสัตว์เหล่านั้น ที่ชื่อว่าสัตว์ร้าย ได้แก่ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือ เหลือง หมี เสือดาว. แต่จะไม่ควรเฉพาะสัตว์เหล่านี้ พวกเดียวเท่านั้น หามิ ได้; อันหนังของสัตว์เหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่ควร เว้นสัตว์ เหล่านั้นเสีย สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ชั้นที่สุด แม้โค กระบือ กระต่าย แมว เป็นต้น รวมทั้งหมด พึงทราบว่า สัตว์ร้ายเหมือนกันในอรรถนี้. จริงอยู่ หนังของสัตว์ทุก ๆ ชนิดไม่ควร.
ข้อว่า น ต° ตาว คณนูปค°, ยาว น หตฺถ° คจฺฉติ มีความว่า จีวรซึ่งชนทั้งหลายนำมาแล้ว แต่ยังมิได้ถวายก็ดี. จีวรที่เขาฝากไปให้ แต่ยังมิได้ บอกว่า จีวรเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ดังนี้ก็ดี เพียงใด; จีวรนี้ยังไม่ต้องนับ วัน, คือไม่ควรเพื่ออธิษฐาน, อธิบายว่า ยังไม่เข้าถึงความถือเอาที่ควรอธิษ- ฐานเพียงนั้น. แต่จีวรที่เขานำมาถวายแล้ว ก็ดี, จีวรที่เขาฝากไปให้และบอก แล้ว ก็ดี, จีวรที่ภิกษุได้ฟังว่า เกิดแล้ว ก็ดี ในกาลใด; จำเติมแต่กาลนั้น ไป ภิกษุย่อมได้บริหาร ๑๐ วันเท่านั้น ฉะนั้นแล.

๑. อฏฺฐกวคฺคิกานีติ : อฏฺฐกวคฺคภูตานิ กามสุตฺตาทีนิ โสฬสสุตฺตานีติ สารตฺถทีปนี.
๒. เป็นวรรคที่ ๔ แห่งสตตนิบาต ขททกนิกาย ๓๙
๓. ๓ มหาวคฺค. ทุติย. ๓๔.

อรรกถาจัมมขันธกะ จบ.
________________

<<หน้าก่อน


มหามกุฏราชวิทยาลัย Copyright © 2004 Mahamakut Buddish University. All rights reserved www.mbu.ac.th
Powered by e-Learning Silpakorn University